2569/06/30

ระดมความเห็นจากภาครัฐ-เอกชนและนักวิชาการ

สภาทนายความจัดเสวนา “แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สิทธิของคนริมน้ำที่หายไป” ระดมความเห็นจากภาครัฐ-เอกชนและนักวิชาการ  

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมชั้น 5 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม  สภาทนายความ จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569โดยจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สิทธิของคนริมน้ำที่หายไป” และพิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่ องค์กร บุคคลและทนายความ ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการอุทิศตนเพื่อปกป้อง คุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เป็นประธานเปิดงานฯ นายวิชาญ ทองรัก อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ เป็นผู้กล่าวรายงาน  โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสะท้อนปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากร ว่าที่ร้อยตรี สมชาย อามีน อดีตประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการ สภาทนายความ  และนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ (ช่อง 3) และบรรณาธิการสำนักข่าว The Reporters เป็นผู้ดำเนินรายการ
นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ชี้ว่า แม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู ตะกั่ว ที่ไม่สลายตัวจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธแบบไร้ความรับผิดชอบในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและการใช้น้ำของชาวบ้าน 
        ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกรณีศาลสั่งให้บริษัทเหมืองทองคำชดเชยชาวบ้านว่า การเยียวยายังน้อยมากเมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานของชาวบ้านที่ต้องเจอกับปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง แผลไม่หายขาด ทารกพิการ พร้อมชี้ว่าประชาชนเสียสิทธิในการใช้น้ำไปหมดสิ้น และตั้งคำถามว่าคณะกรรมการตรวจสอบต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หรือได้แต่รอให้สารพิษลดลงเอง
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ว่าปัญหาสารพิษและภัยความมั่นคงอื่นๆ ในรัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง แต่รัฐบาลกลางพม่าไม่สามารถจัดการได้ การเจรจาจึงไม่ได้ผล เสนอให้แก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิดโดยใช้กลไกระหว่างประเทศ  ซึ่งต้องดึงจีนและพม่าเข้ามาให้ได้ รวมถึงอาจต้องใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น ควบคุมการนำเข้าแร่หรือส่งออกอุปกรณ์เพื่อบีบให้ประเทศเพื่อนบ้านยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม มองว่าความต้องการแร่หายากเพิ่มสูงขึ้น แต่การทำเหมืองในพม่าไม่มีกฎหมายบังคับใช้เพื่อลดต้นทุน ทำให้ไทยที่เป็นปลายน้ำได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาครัฐของไทยยังไม่เข้มแข็งพอในการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม เสนอให้ตรวจสอบและจัดการอุปทานการผลิต  เพราะกระบวนการผลิตของเหมืองเหล่านี้ผ่านไทยถึง 70% หากผู้บริโภคแบนสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะช่วยปิดปัญหามลพิษได้ นอกจากนี้ยังชวนให้จับตาเรื่องการรีไซเคิลแร่หายากในภาคตะวันออกที่ก่อมลพิษไม่ต่างจากการถลุงแร่แต่ตั้งอยู่ในเขตเมือง
     ว่าที่ร้อยตรี สมชาย อามีน อดีตประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านฟ้องร้องน้อย เพราะเจอเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ต้นตอมลพิษมาจากต่างประเทศ มองว่ารัฐในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิ์ป้องกันตนเองได้




ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง 'นิรันดร์' ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล
ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานว่า บรรยากาศศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดเริ่มร้อนแรง และน่าจับตามอง หลังจากที่ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พร้อมจับสลากได้ หมายเลข 2 ซึ่งนายนิรันดร์ ได้ส่งสัญญาณเปิดเกมชิงเก้าอี้ผู้นำท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทั้งนี้ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมนำประสบการณ์การทำงานทางการเมืองที่มีมากกว่า 30 ปี และความเข้าใจปัญหาของพื้นที่ มาขับเคลื่อนสร้างการพัฒนาให้จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเน้นการทำงานที่พัฒนาจริง ทำจริง ถึงทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ ทุกตำบล เปลี่ยนร้อยเอ็ด ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจฐานรากต้องโต พี่น้องประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต้องแน่น และการบริงานการแก้ปัญหา ที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของประชาชนในทุกอำเภอ ทุกตำบล  

“นโยบายของตนจะมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำและระบบคมนาคม สนับสนุนอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ผลักดันการศึกษา การสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพเยาวชน ควบคู่กับการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตจังหวัด ขอย้ำว่า จังหวัดร้อยเอ็ดต้องเดินหน้าอย่างมีทิศทาง ประชาชนต้องมีโอกาส มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมพร้อมอาสาเข้ามาทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และทุกงบประมาณสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนอย่างคุ้มค่า" นายนิรันดร์ฯ กล่าว

สำหรับแนวทางการหาเสียง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายนิรันดร์ฯ ได้เตรียมลงพื้นที่พบปะประชาชนทั้ง 20 อำเภอ เพื่อนำเสนอนโยบาย รับฟังปัญหา และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาร้อยเอ็ดให้เติบโตอย่างมั่นคง สู่เป้าหมายการเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี และประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง

รองนายก ส่งทนายแจ้งความ

รองนายก ส่งทนายแจ้งความเจ้าของคลิปเสียงพาดพิงสอบทุจริตท้องถิ่น เอี่ยวสอบทุจริตท้องถิ่นทำเสียหายร้ายแรง 
////
วันนี้ (30 มิ.ย. 2569) เวลา 09.55 น. นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวา เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานอื่น ๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวา ระบุว่า ในช่วงเวลานั้น กระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัยชื่อดัง2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา  แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มี1แห่งมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว
ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ ดัง บัง"จ" ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวา กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาว ส และนาย ก (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ ดังบัง"จ" ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายทิวา ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

พร้อมย้ำว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ และมีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงนายทรงศักดิ์หรือไม่
นายทิวา กล่าวด้วยว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นความจริง จะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งผู้เรียกรับเงิน ผู้จ่ายเงิน และผู้เข้าสอบ ซึ่งอาจมีจำนวนรวมหลายหมื่นคน ดังนั้น จึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ และจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

สำหรับ นางสาว ส. และนาย ก ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาเชื่อว่า หากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

2569/06/27

งานสถาปนานายกสโมสรโรตารีและคณะกรรมการบริหารประจำปี2569-2570

"งานสถาปนานายกสโมสรโรตารีและคณะกรรมการบริหาร ภาค3350 สโมสรโรตารีสากล ประจำปี2569-2570"
เมื่อวันเสาร์ที่27มิถุนายน2569  ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เขตหลักสี่
สโมสรโรตารีภาค3350 ได้จัดให้มีพิธีสถาปนาตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี่ พร้อมคณะกรรมการบริหารจากสโมสรโรตารีสาขาต่างๆขึ้น โดยภายในงานมีสโมสรโรตารี เข้าร่วมงานจำนวน 59สโมสร   โดยมี นางศรีฟ้า ศิริอุดมเศรษฐ์ ผู้ว่าการภาค3350 โรตารีสากล ปี2569-2570
และนายธวัชชัย ฉัตรวิทยานนท์ ผู้ว่าการภาค3350 โรตารีสากล ปี2568-2569 ได้ร่วมกันเป็นประธานการมอบตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี วาระ ปี2569-2570 โดยในระหว่างพิธีสมาชิกภายในงานมีการร่วมกันกล่าวคำปฎิญาณตน พร้อมอุทิศตนในการบำเพ็ญประโยชน์ทำกิจกรรมเพื่องานสาธารณะกุศลในโอกาสต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติต่อไป
     แขกผู้มีเกียรติร่วมกันแสดงความยินดีกับนายกสโมสรโรตารี พญาไทคนใหม่ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นอดีตนายกสโมสร และอดีตผู้บริหารสโมสรโรตารี หลายท่านมาร่วมแสดงความยินดี ดังมีรายนามดังนี้ 
คุณปริญญา พรประภา อดีตนายกสโมสรโรตารีกรุงธนบุรี 
ดร.อ๊อด โพธิ์เงิน นายกสโมสรโรตารีพญาไท ปี 2566-2568
ดร.อิทธิกร คงนุกูล
นายกสโมสรโรตารีพญาไท ปี 2568-2569
และพี่น้องสมาชิกสโมสรโรตารีพญาไท และสมาชิกต่างสโมสร ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีให้แก่ นาวาอากาศโทหญิงจุฑาทิพย์ บุญยฤทธิ์ เนื่องในวาระที่ได้รับตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี พญาไท ปี2569-2570 ในวันนี้
   ประวัติสโมสรโรตารีพญาไท เป็นหนึ่งในสโมสรสมาชิกของ โรตารีสากล (ภายใต้ภาค3350) ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้นำธุรกิจและวิชาชีพเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สโมสรโรตารีพญาไท ดูแลพื้นที่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ในอดีตสโมสรแห่งนี้มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งกับพื้นที่พญาไท เนื่องจากสถานที่สำคัญในย่านนี้ เช่น วังพญาไท สถานที่นี้เคยเป็นจุดกำเนิดการก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสโมสรโรตารีแห่งแรกในประเทศไทยซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2473
...................

  

2569/06/26

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี
.
วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 31 คน คิดเป็นมูลค่า 613,810 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 643,810 บาท (หกแสนสี่หมื่นสามพันแปดร้อยสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น
.
นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 
.
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

2569/06/25

ผบช.น. เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน)

ผบช.น. เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
.
อ่านต่อในคอมเมนต์⬇️
#กองบัญชาการตำรวจนครบาล #MPB

วันที่ 25 มิถุนายน 2569
เวลาประมาณ 08.00 น.
พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น., พล.ต.ต. ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รอง ผบช.น., พล.ต.ต. มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์รอง ผบช.น.
พล.ต.ต.ทินกร สมวันดี ผบก.อก.บช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, คณะ รอง ผบก.อก.บช.น., คณะ รอง ผบก.บก.น.1, คณะ รอง ผบ.ก.อคฝ.  และ ชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดนครบาล
ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และร่วมตักบาตรพระสงฆ์  ณ ลานอเนกประสงค์ บช.น.
โดยในเวลา 08.10 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล โดยมีพระสงฆ์จำนวน 10 รูป ให้ศีล และสวดพระพุทธมนต์บทถวายพรพระ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้น ประธานในพิธี พร้อมคณะ ตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 10 รูป และถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ และกรวดน้ำอุทิศถวายพระราชกุศลภ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมคณะข้าราชการ และบุคลากรในสังกัด บช.น. ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และร่วมกันยืนสงบนิ่ง เพื่อถวายเป็นพระกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความจงรักภักดีอย่างล้นพ้น

อลังการทั้งเวลเนส สุขภาพ ฟิตเนส กีฬา เต็มพื้นที่

เริ่มวันนี้ !! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
อลังการทั้งเวลเนส สุขภาพ ฟิตเนส กีฬา เต็มพื้นที่ เข้างานฟรี 25-27 มิ.ย.69 นี้ ไบเทคบางนา 

เปิดตัวยิ่งใหญ่วันแรกกับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 พบสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา  Longevity ความงาม  เครื่องมือแพทย์  อาหารเพื่อสุขภาพ  ฟิตเนส  กีฬา  และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ที่พร้อมใจจัดโปรโมชั่นพิเศษช่วงกลางปีเต็มพื้นที่รวมกว่า 300 บูธ  เต็มอิ่มกับเสวนาให้ความรู้โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากเมืองไทยและต่างประเทศตลอดทั้งสามวัน เปิดประสบการณ์กับกิจกรรมสร้างสีสันครบรส  พร้อมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  งานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ถึง 27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา หวังยกระดับธุรกิจสุขภาพและเวลเนสไทยผงาดในเวทีโลก  คาดเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 500 ล้านบาท 
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า "ประเทศไทยมีฐานแข็งแกร่งในเรื่องอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาวะติดอันดับต้นๆ ในระดับโลก รัฐบาลจึงได้กำหนดให้สุขภาวะและการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ  ดิฉันมั่นใจว่างาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จะเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับสัมฤทธิ์ผลให้กับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย  สร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป 
นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงานThailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า "โลกปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ  นอกจากนี้อุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนโลก  ปีนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 ได้เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส  ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกัน รวมไว้ในงานเดียว โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน พัฒนานวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต 
งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  พร้อมด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  ที่สนับสนุนองค์ความรู้และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการในงาน” 
ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า " ความสำเร็จกว่า 16 ปี ของ SPORTEC ประเทศญี่ปุ่น ต่อยอดสู่การจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย  โดยรวบรวมนวัตกรรมกีฬา ฟิตเนส และสปอร์ตเทคจาก 6 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และปากีสถาน พร้อมแบรนด์ระดับโลก อาทิ Life Fitness, Hammer Strength, Precor, Keiser, ZIVA, DHZ Fitness และ Fairtex ที่จะนำเทคโนโลยีการออกกำลังกาย อุปกรณ์ฟื้นฟูร่างกาย    และนวัตกรรมล่าสุดมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กชอป ที่สายฟิตเนส และกีฬาห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น ONTRACK RACEON การแข่งขัน Functional Fitness แบบทีม, แข่งขันนำคลาสออกกำลังกายระดับประเทศ, Barre Workout สไตล์เกาหลี, เวิร์กชอป Zumba,The Key Yoga และ Fit Thailand เป็นต้น 
ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า “เศรษฐกิจสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง ทั้งจากจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ และภูมิปัญญาไทย ซึ่งการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้ประโยชน์จะสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการได้  
ในงานครั้งนี้ สกสว. ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและสมุนไพรไทย ที่เป็นผลงานจากหน่วยบริหารและจัดการทุน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และเครือข่ายในระบบ ววน. มาร่วมจัดแสดง เพื่อสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในด้านการแพทย์ สุขภาพ และการยกระดับ
คุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกิจกรรมสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาวะในหลากหลายมิติที่มาจากงานวิจัยและ
นวัตกรรม อาทิ เครื่องวัดคลื่นสมอง และการทดสอบการนอนหลับ  
สกสว. พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม กับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อ
ร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Healthcare ของภูมิภาค และสร้างการ
เติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน”
นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายส่งเสริมกีฬา กล่าวเสริมถึงความร่วมมือในงานครั้งนี้ว่า "การกีฬาแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทย  โดยเฉพาะการกีฬา  เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ การจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ไว้อย่างครบวงจร  อีกทั้งยังดึงกลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศไทยให้เข้มแข็งต่อไป 
นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวทิ้งท้ายว่า "ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  เสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย  รวมทั้งห้อง Experience Room ให้คุณเปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส และฟิตเนส แบบเจาะลึก โดยจัดต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 วัน  เราเชื่อมั่นว่า งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026  จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬาของประเทศไทย  ที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดในงานได้มากกว่า 500 ล้านบาท”
  งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 จัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้  จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่  รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ  เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย !  ลงทะเบียนเข้างานและฟังเสวนา คลิก >> https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602  

......................................................

2569/06/21

เดินหน้ายกระดับมาตรฐาน HA จากความภาคภูมิใจของไทย

สรพ. ครบรอบ 17 ปี เดินหน้ายกระดับมาตรฐาน HA จากความภาคภูมิใจของไทย สู่ความเชื่อมั่นระดับสากล
สรพ. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 17 ปี พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน HA จากความภาคภูมิใจของไทยสู่ความเชื่อมั่นในระดับสากล ด้านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อคุณภาพการบริการสุขภาพ” ทิศทาง สรพ. ในอนาคตต้องขับเคลื่อนมาตรฐานสากลบนบริบทไทย ก้าวสู่ Digital Transformation ยกระดับสู่ระบบสุขภาพยุคใหม่
(วันที่ 22 มิถุนายน 2569) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อคุณภาพการบริการสุขภาพ” ในงานวันคล้ายวันสถาปนา สรพ. ครบรอบ 17 ปี ภายใต้แนวคิด "17 ปี สรพ. ยกระดับมาตรฐาน HA จากความภาคภูมิใจของไทย สู่ความเชื่อมั่นในระดับสากล" โดย สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ณ อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี  
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพทั่วโลก กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยา โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขภายใต้นโยบายของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้วิสัยทัศน์ “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” ซึ่งสะท้อนการมุ่งพัฒนาระบบสุขภาพไทย ให้ก้าวไปไกลกว่าการรักษาพยาบาล จำเป็นต้องอาศัยรากฐานสำคัญ คือ "คุณภาพและความปลอดภัย ของระบบบริการสุขภาพ" ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ ส่งเสริมให้สถานพยาบาลพัฒนาคุณภาพตามกฎหมายด้วยมาตรฐาน HS4 พัฒนาต่อเนื่องและต่อยอดเพื่อยกระดับคุณภาพระบบบริการสุขภาพ ด้วยกระบวนการ Hospital Accreditation 
“ผมขอแสดงความชื่นชม และยินดีกับผู้บริหาร บุคลากรของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขพร้อมเดินหน้าร่วมกับ สรพ. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และยกระดับระบบสุขภาพไทย สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน และขอให้การก้าวสู่ปีที่ 18 ของ สรพ. เป็นอีกก้าวสำคัญ ของการยกระดับระบบสุขภาพไทย” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ด้าน พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล กล่าวว่า สรพ. ได้รับการสถาปนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่หลักในการส่งเสริม สนับสนุน และประเมินเพื่อรับรองคุณภาพของสถานพยาบาล ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา สรพ. มุ่งมั่นขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ โดยใช้มาตรฐาน HA มาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัย ที่เป็นความภาคภูมิใจของระบบสาธารณสุขไทย 
“ปัจจุบันสรพ.เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีระบบการทำงานในระดับสากล ด้วยการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ International Society for Quality in Healthcare External Evaluation Association (ISQua EEA) ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่ทำงานเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยในระบบบริการสุขภาพมามากกว่า 30 ปี มีกว่า 70 ประเทศสมาชิก มีหน้าที่ประเมินและรับรององค์กรที่ดำเนินการด้านการประเมินภายนอก (External Evaluation Organizations) ทั่วโลก ซึ่งองค์กรที่มีหน้าที่เป็น External Evaluation Organization ที่เป็นสากล จะต้องมีการพัฒนาองค์กร มีมาตรฐาน มีกระบวนการพัฒนาผู้เยี่ยมสำรวจอย่างเป็นระบบ ปัจจุบัน สรพ. เป็น 1 ใน 18 องค์กรของโลกที่ได้รับการรับรองจาก ISQua EEA ครบทั้ง 3 โปรแกรม ซึ่งมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 6 เป็นฉบับเแรกของโลกที่ได้รับการรับรองตามเกณฑ์ใหม่ของ ISQua EEA  โดยบูรณาการเรื่องการดูแลด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีความยั่งยืน และสุขภาวะของบุคลากรในมาตรฐาน และ สรพ. ยังเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลกที่มีมาตรฐานสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิได้รับการรับรองจากองค์กรสากล สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาระบบคุณภาพบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน
"การได้รับการรับรองครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของระบบสาธารณสุขไทย เพราะปัจจุบันทั่วโลกมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่มีมาตรฐานสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสากลแห่งนี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย จอร์แดน อียิปต์ และประเทศไทย หากมองเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และในกลุ่มสมาชิก ASQua ประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศร่วมกับออสเตรเลียที่ได้รับรองมาตรฐานนี้ สรพ. ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันจนเกิดความสำเร็จ เป้าหมายของ สรพ. ในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการรักษามาตรฐานที่มีอยู่ แต่คือการยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพไทยให้สามารถสร้างผลลัพธ์สุขภาพที่ดีขึ้นแก่ประชาชน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายใต้บริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย" พญ.ปิยวรรณ กล่าว 
ทั้งนี้ กิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนา สรพ. ครบรอบ 17 ปี ของ สรพ. ในช่วงเช้าเป็นพิธีสงฆ์ และเวทีเสวนา “HA Next Generation 2030 : ยกระดับมาตรฐาน HA จากความภาคภูมิใจของไทยสู่ความเชื่อมั่นในระดับสากล” ในช่วงบ่าย เพื่อขยายการเรียนรู้ให้กับสถานพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ สรพ. ยังได้จัดกิจกรรมสื่อสารเพื่อสื่อสารชี้แจง “แนวทางการประเมินการพัฒนาและรับรองคุณภาพตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ (HA) ฉบับที่ 6” ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่สถานพยาบาลทั่วประเทศในการก้าวสู่อนาคตคุณภาพยุคใหม่ด้วย 

2569/06/20

“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีล

พลิกเกมเจรจาภาษีทรัมป์ก่อนเส้นตายกรกฎาคม 
“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”
แนะ3 แนวทางเปลี่ยนดีลข้าวโพด GMO เป็นทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ปกป้องตลาดส่งออกแสนล้าน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรเทามาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยและอาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ3ปีและมีประสบการณ์เจรจากับUSTR EU AECและร่วมเวทีเจรจาในเวทีAPEC ระบุว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ มีมูลค่าทางการค้าเพียงประมาณ 7,000 ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากเกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ GMO เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตอาหารปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ หรือสุกร จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น ซึ่งใช้มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด (Zero-Tolerance Policy) โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกไก่แปรรูปและอาหารแช่แข็งของไทยไปยังทั้งสองตลาดนี้ มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ถึง 140,000 ล้านบาทต่อปี การนำเสถียรภาพของตลาดส่งออกมูลค่าแสนล้านบาทไปผูกโยงกับเงื่อนไขนำเข้าหลักพันล้าน จึงเป็นความเสี่ยงทางการค้าที่ไม่สมควรเสี่ยง
“ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ 5 ล้านตันต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยบริหารจัดการส่วนขาด 4 ล้านตัน ผ่านการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา) ภายใต้กรอบ FTA ร่วมกับการใช้พืชทดแทนในประเทศ เช่น มันเส้น และรำข้าว ซึ่งการจัดทำ MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของผลผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดและกดดันให้ดัชนีราคาข้าวโพดตกต่ำลง กระทบต่อเกษตรกรต้นน้ำโดยตรง แม้จะมีมาตรการควบคุมสัดส่วนการซื้อในประเทศต่อการนำเข้าที่ 3:1 ก็ตาม”
    นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่าเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมไทย และสร้างข้อตกลงที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win ) รัฐบาลควรปรับกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก่อนเส้นตายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมี 3 แนวทางให้รัฐบาลพิจารณา
1.เปลี่ยนดีลสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นการลงทุนแห่งอนาคต (Tech-Driven Reciprocity)“
ตนคิดว่ารัฐบาลควรทบทวนเรื่องการนำเข้าข้าวโพด มาเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุนในระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ มูลค่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 
ปี ซึ่งจะช่วยปรับดุลการค้าในภาคบริการที่สหรัฐฯ ได้เปรียบ และขับเคลื่อน GDP ของไทยอย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety)
2.ต่อรองประเด็นฝ้ายพรีเมี่ยมกลไกสิ่งทอ(Textile Mechanism)
ใช้ประโยชน์จากช่องทางสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ยอมลดหย่อนภาษีนำเข้าสิ่งทอ หากคู่ค้านำเข้าวัตถุดิบสะอาดจากเกษตรกรสหรัฐฯ โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอของไทย ซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 30,000 ล้านบาท ทำข้อตกลงระยะสั้นเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าฝ้ายเกรดพรีเมียม (Premium Cotton) จากสหรัฐฯ อีก 15% ถึง 20% เพื่อทดแทนแหล่งอื่น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรสหรัฐฯ ได้โดยตรงตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่กระทบโครงสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทย
3.นำเสนอกรอบเวลาร่างกฎหมายด้านสินค้าและแรงงาน ปลดล็อคภาษี301

รัฐบาลควรยื่นข้อเสนอต่อ USTR ด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจน (Timeline) ในการเร่งรัดขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้ไทยในการเจรจาเพื่อคงอัตราภาษีในกลุ่มข้อยกเว้น และปรับลดอัตราภาษีภาพรวมลงมาอยู่ที่ 10% ให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อแลกเปลี่ยนในภาคเกษตรกรรม
"การดำเนินนโยบายการทูตพาณิชย์ของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรปลอดภัยและปลอด GMO เพื่อปกป้องตลาดส่งออกมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 1 แสนล้านบาท คือกุสโลบายที่มีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในเวลานี้" นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

2569/06/17

เชิญชวนร่วมกิจกรรม เนื่องใน "วันสิ่งแวดล้อมโลก"

⚖️ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนทนายความ นักปกป้องสิทธิ องค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม และประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมกิจกรรม เนื่องใน "วันสิ่งแวดล้อมโลก" ประจำปี พ.ศ. 2569 และมาร่วมค้นหาคำตอบ ทวงคืนความยุติธรรมให้กับสายน้ำในงานเสวนาทางวิชาการ 

📍 หัวข้อเสวนา “แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤต สารพิษข้ามพรมแดน – สิทธิคนริมน้ำที่หายไป”

พบกับประเด็นเข้มข้นที่จะมาเจาะลึกสถานการณ์จริง

  ⚖️  มุมมองทางกฎหมาย : แลกเปลี่ยนความรู้กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์

 ⚠️ วิกฤตข้ามพรมแดน : เจาะลึกสถานการณ์มลพิษที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่เส้นกั้นเขตแดน

 👥 สิทธิชุมชน : ร่วมกันหาแนวทางทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนริมน้ำ

🎙️ ร่วมเสวนาโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
 
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
 
นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights
 
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายชำนัญ ศิริรักษ์  ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม

ดำเนินรายการโดย : คุณฐปณีย์    เอียดศรีไชย   ผู้สื่อข่าวสายภาคสนาม รายการข่าว 3 มิติ ทางช่อง 3 และบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters

 🗓️  ในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569  ⏰ เวลา 08.30 - 12.00 น.
 🏢 ณ ห้องประชุมชั้น 5 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

✨ ลงทะเบียนร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 สแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนหรือคลิ๊กลิงค์ ได้เลยตอนนี้

https://forms.gle/WVQj97kf63ZRsx449

เพราะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ "ความยุติธรรม" ต้องไหลไปพร้อมกับสายน้ำ 🌿💧

ดำเนินงานโดย : สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

#วันสิ่งแวดล้อมโลก #แม่น้ำกก #สิทธิชุมชน #สภาทนายความ #ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม #เสวนาวิชาการ #2569

ลิ้มรส!!จัดจ้าน ครัวเสวยริมคลอง

ปรากฏการอาหารเหนือดั้งเดิมครัวเสวยริมคลอง อาหารไทยโฮมเมดสไตล์เมืองเหนือ ครัวเสวยริมคลองร้านอาหารที่เด่นชัดเรื่องอาหา...